← บทความทั้งหมด
การเงินธุรกิจต้นทุนร้านอาหารเดลิเวอรี่

เดลิเวอรี่หักค่าคอม 30% ยังเหลือกำไรไหม? มาคำนวณกันให้ชัด

ค่าคอมมิชชั่น 30% ของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ทำให้ร้านค้าหลายร้านกังวลเรื่องกำไร มาดูกันว่าต้นทุนจริง ๆ มีอะไรบ้าง และจะบริหารจัดการให้ยังเหลือกำไรได้อย่างไร

หัวข้อ: เดลิเวอรี่หักค่าคอม 30% ยังเหลือกำไรไหม? มาคำนวณกันให้ชัด

เนื้อหาที่ต้องตรวจ:


เจ้าของร้านหลายคนคงเคยสงสัยว่า “เดลิเวอรี่หักค่าคอม 30% แบบนี้ ร้านเรายังเหลือกำไรอยู่หรือเปล่า?” คำตอบคือ “เหลือหรือไม่เหลือ” ขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์การตั้งราคาของร้านคุณล้วนๆ ครับ ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เราสามารถคำนวณให้เห็นภาพชัดๆ ได้ เพื่อให้รู้ว่าควรปรับตรงไหนถึงจะยังไปต่อได้

เข้าใจโครงสร้างต้นทุนร้านค้า: กำไรขั้นต้นคือจุดเริ่มต้น

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานของกำไรกันก่อนครับ ร้านค้าส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากการคำนวณ กำไรขั้นต้น (Gross Profit) ซึ่งก็คือรายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนวัตถุดิบหรือต้นทุนสินค้าที่ขายไป (Cost of Goods Sold - COGS)

ตัวอย่าง: สมมติว่าคุณขายเมนูก๋วยเตี๋ยวราคา 150 บาท และมีต้นทุนวัตถุดิบสำหรับก๋วยเตี๋ยวชามนั้นอยู่ที่ 30% ของราคาขาย (ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างดีสำหรับร้านอาหาร)

  • ราคาขาย: 150 บาท
  • ต้นทุนวัตถุดิบ (30%): 150 x 0.30 = 45 บาท
  • กำไรขั้นต้น: 150 - 45 = 105 บาท

จากตรงนี้ ดูเหมือนว่าเราจะมีกำไรตั้ง 105 บาทต่อชามเลยใช่ไหมครับ แต่เดี๋ยวก่อน นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น!

ค่าคอมมิชชั่น 30% หายไปจากตรงไหน?

เมื่อเรานำเมนูก๋วยเตี๋ยวชามนี้ไปขายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ที่หักค่าคอมมิชชั่น 30% สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ:

  • ราคาขาย: 150 บาท
  • ค่าคอมมิชชั่น (30%): 150 x 0.30 = 45 บาท
  • เงินที่ร้านได้จริงจากแพลตฟอร์ม: 150 - 45 = 105 บาท

จะเห็นว่าเงินที่ร้านได้จริงจากแพลตฟอร์มคือ 105 บาท ซึ่งเป็นยอดเงินก่อนหักต้นทุนวัตถุดิบ นั่นหมายความว่า ค่าคอมมิชชั่น 30% ได้ลดทอนรายได้ที่เราจะได้รับไปแล้ว จากจุดนี้ หากเราหักต้นทุนวัตถุดิบ 45 บาทออกไป จะเหลือเงินเพียง 60 บาท เพื่อนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆ ต่อไป

อย่าลืม “ต้นทุนแฝง” อื่นๆ ที่มาพร้อมเดลิเวอรี่

การขายผ่านเดลิเวอรี่ไม่ได้มีแค่ค่าคอมมิชชั่นเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งเรามักจะมองข้ามไป หรือไม่ได้นำมาคำนวณอย่างจริงจัง เช่น:

  • ค่าแพ็กเกจจิ้ง: กล่อง ชาม ถุง ช้อนส้อม ตะเกียบ ถุงพลาสติกใส่ของ ซอสแยก หรือเครื่องปรุงต่างๆ (ซึ่งอาจมีราคาตั้งแต่ 5-15 บาทต่อออเดอร์ ขึ้นอยู่กับประเภทและคุณภาพ)
  • ค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ: ค่าแรงพนักงานที่ต้องเพิ่มเข้ามาเพื่อเตรียมและแพ็กออเดอร์เดลิเวอรี่ (ถ้ามี), ค่ากระดาษสำหรับปริ้นท์ใบออเดอร์, ค่าถุงกระดาษหรือถุงพลาสติกสำหรับหิ้ว

มาดูตัวอย่างต่อเนื่องกันครับ:

  • ราคาขาย: 150 บาท
  • เงินที่ร้านได้จริงจากแพลตฟอร์ม (หักค่าคอม 30% แล้ว): 105 บาท
  • หักต้นทุนวัตถุดิบ: 45 บาท
  • หักค่าแพ็กเกจจิ้ง: สมมติ 7 บาท

สรุปต้นทุนผันแปรต่อออเดอร์เดลิเวอรี่:

  • ต้นทุนวัตถุดิบ: 45 บาท
  • ค่าคอมมิชชั่น: 45 บาท
  • ค่าแพ็กเกจจิ้ง: 7 บาท
  • รวมต้นทุนผันแปรต่อออเดอร์: 45 + 45 + 7 = 97 บาท

เงินที่เหลือต่อออเดอร์ เพื่อนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายคงที่: 150 - 97 = 53 บาท

จากตัวอย่างนี้ คุณจะเห็นว่าเมนูก๋วยเตี๋ยวราคา 150 บาท เมื่อขายผ่านเดลิเวอรี่และหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ร้านจะเหลือเงินเพียง 53 บาทต่อชาม เพื่อนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายคงที่อื่นๆ ของร้าน

แล้ว “ต้นทุนคงที่” ล่ะ? จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย

เงิน 53 บาทที่เหลือต่อออเดอร์นั้น ยังไม่นับรวม ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) ของร้านคุณเลยนะครับ ต้นทุนคงที่เหล่านี้คือค่าใช้จ่ายที่ร้านต้องจ่ายไม่ว่าจะขายได้มากหรือน้อย เช่น:

  • ค่าเช่าร้าน
  • เงินเดือนพนักงานประจำ (ที่ไม่ใช่ค่าแรงพิเศษสำหรับเดลิเวอรี่)
  • ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส (ส่วนที่เป็นพื้นฐาน)
  • ค่าการตลาด ค่าระบบ POS หรือระบบจัดการต่างๆ
  • ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์

สมมติว่าร้านของคุณมีต้นทุนคงที่ทั้งหมดเดือนละ 60,000 บาท

ถ้าคุณขายเดลิเวอรี่ได้กำไร 53 บาทต่อออเดอร์ คุณจะต้องขายเดลิเวอรี่กี่ออเดอร์ถึงจะครอบคลุมต้นทุนคงที่ทั้งหมดนี้?

  • จำนวนออเดอร์ที่ต้องขายเพื่อคุ้มทุนคงที่: 60,000 บาท / 53 บาทต่อออเดอร์ = ประมาณ 1,132 ออเดอร์ต่อเดือน
  • เฉลี่ยต่อวัน: 1,132 ออเดอร์ / 30 วัน = ประมาณ 38 ออเดอร์ต่อวัน

นี่คือจำนวนออเดอร์เดลิเวอรี่ ขั้นต่ำ ที่ร้านคุณต้องขาย เพียงเพื่อจะครอบคลุมต้นทุนคงที่ เท่านั้น ยังไม่รวมกำไรที่คุณต้องการจะได้รับจริงๆ เลยนะครับ

แน่นอนว่าร้านส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้พึ่งพายอดขายเดลิเวอรี่อย่างเดียว แต่มีรายได้จากการขายหน้าร้านมาช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนคงที่ด้วย แต่การคำนวณแบบนี้จะช่วยให้คุณเห็นว่าแต่ละช่องทางทำกำไรให้คุณได้เท่าไร และช่องทางเดลิเวอรี่ควรสร้างกำไรส่วนเพิ่มมาช่วยจ่ายต้นทุนคงที่ได้เท่าไรนั่นเอง

กลยุทธ์เพิ่มกำไรจากเดลิเวอรี่ แม้โดนหัก 30%

เมื่อเห็นตัวเลขแล้ว อย่าเพิ่งท้อใจครับ มีหลายวิธีที่เราจะสามารถบริหารจัดการให้เดลิเวอรี่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำกำไรให้ร้านได้:

  1. ปรับราคาเมนูเดลิเวอรี่ให้เหมาะสม: พิจารณาเพิ่มราคาเฉพาะเมนูที่ขายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ เพื่อชดเชยค่าคอมมิชชั่นและค่าแพ็กเกจจิ้งที่เพิ่มขึ้น ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจว่าการสั่งเดลิเวอรี่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มมา
  2. เลือกเมนูที่ “กำไรดี” ลงแพลตฟอร์ม: เน้นเมนูที่มี Gross Profit Margin สูง หรือเมนูที่ต้นทุนวัตถุดิบไม่สูงมากนัก เพื่อให้เหลือส่วนต่างหลังหักค่าคอมมิชชั่นและค่าใช้จ่ายอื่นๆ มากที่สุด
  3. ควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและแพ็กเกจจิ้ง: เจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อขอราคาที่ดีขึ้น จัดการสต็อกให้มีประสิทธิภาพ ลดของเสีย และเลือกใช้แพ็กเกจจิ้งที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับการขนส่ง
  4. สร้างโปรโมชั่นที่ฉลาด: แทนที่จะลดราคาตรงๆ ลองจัดเป็น Set Menu หรือโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ที่คำนวณแล้วว่ายังคงเหลือกำไรในภาพรวม ไม่ใช่แค่ดึงดูดลูกค้าแต่ขาดทุน
  5. สร้างช่องทางขายตรงของตัวเอง: หากร้านคุณมียอดขายเดลิเวอรี่สูงและมีศักยภาพ ลองพิจารณาสร้างช่องทางสั่งอาหารออนไลน์ของตัวเอง เช่น เว็บไซต์ร้านค้า หรือระบบสั่งออนไลน์ผ่านไลน์ เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มและลดค่าคอมมิชชั่นในระยะยาว
  6. วิเคราะห์ข้อมูลการขายอยู่เสมอ: ใช้ข้อมูลจากระบบ POS หรือรายงานจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ เพื่อดูว่าเมนูไหนขายดีที่สุด กำไรดีที่สุด และช่วงเวลาไหนที่มีออเดอร์มากที่สุด เพื่อนำมาปรับกลยุทธ์การตลาดและการบริหารจัดการได้อย่างตรงจุด

สรุป: รู้ตัวเลขของตัวเองคือหัวใจสำคัญ

การที่แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่หักค่าคอมมิชชั่น 30% ไม่ได้หมายความว่าร้านของคุณจะต้องขาดทุนเสมอไปครับ แต่หัวใจสำคัญคือการที่คุณต้องเข้าใจต้นทุนทุกส่วนของร้านอย่างละเอียด การคำนวณอย่างรอบคอบจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของธุรกิจ และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่าควรปรับราคา ปรับเมนู หรือปรับกลยุทธ์การขายอย่างไร เพื่อให้เดลิเวอรี่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างกำไรให้กับร้านได้อย่างยั่งยืน

คุยผ่าน LINEโทร 081-542-3019